บทที่ 3 กฎตระกูล (1)
หม่อมหลวงคิณณ์ณภัทรทิ้งระเบิดลูกใหญ่ให้รมณเสร็จ ชายหนุ่มก็ไม่ได้รอคำตอบจากหญิงสาว เขาให้เวลาเธอตัดสินใจ ส่วนตัวเขาก็เดินทางมาทำงานตามปกติพร้อมช่อดอกคัตเตอร์ในมือ
หม่อมหลวงหนุ่มยืนมองหน้าตึงของบริษัทด้วยใจที่ปลอดโปร่ง เขาสามารถก้าวเดินได้อย่างสง่าผ่าเผย เรื่องกวนใจที่วนเวียนรอบตัวตั้งแต่อายุเข้าเลขสามกำลังจะมีทางออก ตอนนี้ตัวเขาดำรงตำแหน่งประธานบริษัทเครือทรัพย์เศวตวงษ์ เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ผลิตยาครบวงจรส่งขายทั้งในและต่างประเทศ เริ่มแรกเป็นบริษัทของครอบครัวที่มีสมาชิกภายในครอบครัวเป็นผู้ถือหุ้น ภายหลังเมื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์ถึงได้เปิดให้บุคคลภายนอกเข้ามาร่วมถือหุ้นด้วย ตั้งแต่นั้นมาก็เริ่มตั้งกฎของวงศ์ตระกูลขึ้น ทายาทที่เป็นผู้สืบทอดมรดกของตระกูลจะเป็นผู้ถือหุ้นหลัก 55 % จากนั้นก็จะแบ่งให้ภรรยา10 % ทายาทคนอื่น ๆ มีสิทธิ์แค่ 3 %
สำหรับผู้สืบทอดจะได้นั่งตำแหน่งนี้ได้อย่างมั่นคงนั้นต้องแต่งงานถูกต้องตามกฎหมายและมีทายาทผู้สืบทอดวงศ์ตระกูลก่อนอายุ 35 ปีเท่านั้น หากทำไม่ได้ต้องสละตำแหน่งให้ผู้ที่เหมาะสมขึ้นแทน
หม่อมหลวงคิณณ์ณภัทร์เดินเข้าลิฟต์ประจำตำแหน่งประธานบริษัทอย่างมั่งคง ลิฟต์เคลื่อนตัวช้า ๆ ขึ้นไปยังชั้นบนสุดของอาคารเมื่อประตูลิฟต์เปิดออกเลขาส่วนตัวของหม่อมหลวงหนุ่มก็วิ่งออกจากโต๊ะทำงานเพื่อมาต้อนรับ เขาจึงยื่นช่อดอกไม้ในมือไปให้ “เอาไปจัดต่อด้วยนะครับ”
“ค่ะ” มิลินรับช่อดอกไม้มาอย่างรู้หน้าที่เพราะเธอเจอเหตุการณ์อย่างนี้เป็นประจำตลอด 1 ปีที่ผ่านมา
“คุณคิณณ์จะแบ่งไปไว้ที่ห้องประชุมไหมคะ”
“ไม่ต้องครับ” หม่อมหลวงคิณณ์ณภัทรส่ายหน้าเบา ๆ “ห้องประชุมพร้อมแล้วใช่ไหมครับ”
“พร้อมแล้วค่ะ ตอนนี้ทุกคนคงมากันครบเรียบร้อยแล้วเช่นกันค่ะ”
“ครับ” หม่อมหลวงคิณณ์ณภัทรพยักหน้ารับทราบ ปกติเมื่อมีการประชุมของบริษัททุกครั้งหม่อมหลวงหนุ่มจะมาก่อนเวลาเสมอ แต่วันนี้พิเศษเล็กน้อยเพราะเป็นการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ดังนั้นเขาจะต้องเจอสมาชิกในครอบครัวทั้งผู้หวังดีและหวังร้ายเกือบครบทุกคน ก่อนเริ่มทุกอย่างจำต้องมีการเตรียมความพร้อมในเรื่องสำคัญเอาไว้ก่อน
หม่อมหลวงหนุ่มเดินออกจากห้องทำงานมุ่งตรงไปยังห้องประชุมที่มีผู้ถือหุ้นของบริษัทนั่งเตรียมประชุมเต็มห้อง
“เริ่มได้ครับ”
“ค่ะ” ผู้จักการฝ่ายการบัญชีเริ่มรายงานผลกำไรของบริษัทไตรมาสที่ผ่านมา จากนั้นแต่ละแผนกก็เริ่มรายงานต่อหน้าคณะกรรมการผู้ถือหุ้นทั้งหมดของบริษัท
การประชุมที่ยาวนาน 3 ชั่วโมงสร้างบรรยากาศตรึงเครียดแก่ผู้เข้าประชุมทุกคนยกเว้นประธานในที่ประชุมที่ยังคงความสงบและผ่อนคลายจนผู้ร่วมประชุมทำใจยอมรับไม่ได้ หลังจบการประชุมทุกคนทยอยกันออกจากห้อง ยังคงเหลือแค่คนในครอบครัวที่นั่งปักหลังไม่ไปไหน
“หลานคิณณ์ใจเย็นจังนะครับ” หม่อมราชวงศ์วรวินท์ยิ้มเยาะหม่อมหลวงคิณณ์ณภัทร เขามั่นใจว่าหลานชายตรงหน้ากำลังแสร้งกลบเกลือนความกังวลใจเรื่องกฎของตระกูลที่กำลังจะโดนบังคับใช้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
“ผมในฐานะผู้นำตระกูลก็ต้องเป็นเรือใหญ่ที่สามารถเป็นที่พักพิงกันคลื่นลมกันคลื่นฝนให้แก่ผู้อาศัย คุณอาจงมั่นใจได้เสมอครับไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นผมก็ยังสามารถจัดการได้เสมอครับ” หม่อมหลวงคิณณ์ณภัทรมองหน้าหม่อมราชวงศ์วรวินท์อย่างแน่วแน่ ไม่แสดงอารมณ์ร่วมกับการยั่วยุที่อีกฝ่ายแสดงออกมา
“คุณคิณณ์ควรรีบหน่อยนะคะ” คุณหญิงโชติกาหรือย่าเล็กของหม่อมหลวงคิณณ์ณภัทรรีบเอ่ยช่วยหม่อมราชวงศ์วรวินท์ผู้เป็นบุตรชายของเธอ
คุณหญิงโชติกาคือหญิงคนรักของท่านปู่ของหม่อมหลวงคิณณ์ณภัทร เธอทะนงตนและหวังให้หลานชายได้เป็นผู้สืบทอดมรดกของตระกูล เนื่องจากตามกฎของตระกูล ลำดับการสืบทอดผ่านรุ่นของบุตรชายมาแล้ว ตอนนี้กำลังส่งผ่านมายังรุ่นหลาน ท่านจึงหวังเป็นอย่างมากว่าครอบครัวของท่านจะเป็นผู้ชนะในครั้งนี้ ท่านนั้นเกลียดครอบครัวใหญ่เข้าไส้ ตั้งแต่มารดาของหม่อมหลวงคิณณ์ณภัทรคลอดบุตรสาวทั้ง 5 ออกมา ท่านก็ยิ้มรับรออย่างใจเย็นว่าบุตรชายของท่านจะได้เป็นผู้สืบทอดมรดกของตระกูล แต่สุดท้ายก็ต้องผิดหวัง พอมารุ่นหลานสวรรค์คงเห็นใจท่านแล้ว เพราะยังไงหลานชายนอกไส้ตรงหน้าของท่านก็คงไม่สามารถผลิตทายาทออกมาได้แน่นอน
“เรื่องนี้ย่ารองอย่าได้เป็นห่วงเลยครับ” หม่อนหลวงคิณณ์ณภัทรเผยยิ้มมุมปากเล็กน้อยเมื่อนึกถึงปัญหาที่ทุกคนกำลังยกขึ้นมาเอ่ย เขานั้นเตรียมทางออกไว้ให้ตัวเองเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้หม่อมหลวงหนุ่มจึงเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่เล็กน้อย
